วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2559

บทความที่ 1

เทคโนโลยีสารสน เทศ และการทำลายความ เป็นมนุษย์ (Communication Technologies and Dehumanization)
ในประเด็นผลกระทบที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศนี้นักวิชาการอธิบายไว้ว่าหากผู้ใช้ใช้เทคโนโลยีอย่างรู้ ไม่เท่าทัน (Literacy) แล้ว ผู้นั้นจะมีสภาพไม่ต่างจากเครื่องจักร ที่ชีวิตถูกกำหนดด้วยเทคโนโลยีชีวิตดำรงอยู่ได้อย่างต่อเนื่องด้วย การมีเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นตัวขับเคลื่อนให้ชีวิตเคลื่อนไปได้ หากขาดเทคโนโลยีชีวิตก็จะหยุดเหมือนเครื่องจักรที่ขาดกระแส ไฟฟ้า และมีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่งเมื่อสามารถติดต่อสื่อสารผ่าน เทคโนโลยีได้อีกครั้ง เหมือนการเปิดให้กระแสไฟ้ฟ้าผ่านเครื่องจักร เครื่องจักรจึงจะทำงาน และสามารถทำงานได้ตัวของมันเอง จึง มักเห็นคนรุ่นใหม่ดำรงชีวิตด้วยการอยู่กับเทคโนโลยีสารสนเทศ มีความเป็นเอกเทศ จนกลายเป็นคนที่ขาดความละเอียดอ ่อน (Insensitivity) ในชีวิต ไม่สนใจรายละเอียดในสภาพแวดล้อม แทนที่จะใช้ชีวิตเช่นมนุษย์ตามหลักสังคมวิทยา (สุพัตรา สุภาพ, 2529) ที่เลือกจะอยู่กับคน มีปฏิสัมพันธ์กับคนในสังคมที่อยู่ภาย ใต้กรอบวัฒนธรรมเดียวกัน เพื่อเรียนรู้บรรทัดฐานทางสังคม และ ใช้ความชำนาญและความสามารถในการสร้างสังคมให้เข้มแข็ง นอกจากการที่เป็นคนขาดความละเอียดในชีวิต (Insensitivity) ใช้ชีวิตเสมือนเครื่องจักรแล้ว คนรุ่นใหม่ยังเลือกที่ จะใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้าสังคมออนไลน์(onlinecommunity) ที่รับรู้ว่ามีสิ่งที่ตนเองสนใจหรือชื่นชอบ ทำให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ กับบุคคลในสังคมออนไลน์ โดยไม ่สนใจสังคมจริงที่อยู ่รอบ ตัว ทำให้คนรุ่นใหม่ตกอยู่ในสภาพที่ถอนตัวเองออกจากสังคม (Isolation)มีวัฒนธรรมค่านิยมความเชื่อผิดเพี้ยนไปจากที่คนรอบ ข้างมีส่งผลให้เกิดความไม่เข้าใจซึ่งกันและกันในประเด็นต่างๆ ได้ง่าย ยิ่งเมื่อสื่อสารกับคนรอบข้างไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่ก็ยิ่งใช้เวลา กับสังคมออนไลน์มากขึ้นหากมีส่วนร่วมอย่างสุดโต่ง อาจส่งผลที่ ชีวิตได้ดังเช่นข่าวของการวางแผนฆ่าตัวตายหมู่ในเดือนธันวาคม ปีพ.ศ.2552 ของชาวฮ่องกงในสังคมเฟซบุ๊คภาษาจีน ดีว่าตำรวจ ตามรอยผู้ก่อตั้งกลุ่ม “I havetopracticesuicide” ได้ก่อนที่จะ สายเกินไป (สนุก! ออนไลน์, 2552) หรือในอดีตเคยเกิดขึ้นแล้วที กว่าจะเป็นข่าวก็เสียชีวิตกันไปแล้ว ดังนั้น ผู้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศต้องรู้เท่าทันว่า การ สื่อสารในสังคมของคนแปลกหน้าเช่นในสังคมออนไลน์การสื่อสาร เพื่อโน้มน้าวใจจะถูกนำมาใช้เพื่อการทำให้ผู้ที่ด้อยกว่าคล้อยตาม ได้ค่อนข้างง่ายด้วยการใช้หลักทางวาทวิทยา(Classical rhetorical theory) กล่าวไว้ถึงองค์ประกอบพื้นฐานของการโน้มน้าวใจไว้ 3 ประการคือ เหตุผล(Logic: logos) อารมณ์(Emotion:pathos) และบุคลิก (Character: ethos) ซึ่งในการสร้างความสัมพันธ์ทาง สังคมองค์ประกอบทั้ง 3 จะถูกนำมาใช้ไปพร้อมๆ กัน แต่ในการ สื่อสารเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลผ่านเทคโนโลยีการ สื่อสาร ผู้สื่อสารมักให้ความสำคัญกับ Ethos (Duck, 2007) ซึ่ง เป็นการสร้างอัตลักษณ์ความเป็นตัวตน บุคลิกหน้าตาท่าทางของ ตนเองขึ้นมาเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามพึงพอใจและได้รับการยอมรับเข้า ร่วมสังคม เนื่องจากผู้ใช้เทคโนโลยีเพื่อการสร้างความสัมพันธ์ สนใจแต่เพียง คุณเป็นใครผ่านการอ่านและฟังข้อมูลที่ส่งมา อธิบายความเป็นตัวตนมากกว่าที่จะให้ความสำคัญกับศักยภาพใน การแสดงความคิด ดังนั้นผู้ที่ด้อยความคิดกว่าอาจถูกโน้มน้าวให้ กระทำในสิ่งที่ไม่สมควรได้ง่าย การหลอกลวงเหยื่อผ่านเทคโนโลยี สารสนเทศจึงปรากฏให้เห็นหน้าหนังสือพิมพ์บ่อยครั้ง การสร้างสังคมผ่านเทคโนโลยี(online community) เป็นปรากฏการณ์ใหม่ในสังคมที่หลายคนได้นำมาใช้ประโยชน์แต่ สิ่งหนึ่งที่ทำให้สมาชิกในสังคมออนไลน์นี้อ่อนไหว คือการเข้าเป็น สมาชิกและออกจากเป็นสมาชิกที่ทำได้ง่ายเพียงแต่ลงทะเบียน หรืออาจไม่ต้องมีแม้กระทั่งการลงทะเบียน ต่างจากลักษณะทาง สังคมเดิมๆ ของมนุษย์ที่เกิดจากคนกลุ่มหนึ่งที่มีความคิด ความ เชื่อร่วมกันมารวมตัวกันอย่างมีเอกภาพและมีลักษณะที่แตกต่าง จากสังคมอื่น การที่จะเข้าเป็นสมาชิกสังคมลักษณะนี้ได้บุคคล นั้นจะต้องผ่านกระบวนการการเรียนรู้ถึงระบบความคิด ความ รู้สึก และพฤติกรรมของสังคม (Socialization) และการที่จะออก จากสังคมก็ทำไม่ง่าย เนื่องจากความผูกพันทางความรู้สึก และ อารมณ์ที่มีต่อสมาชิกในกลุ่มแตกต่างจากสังคมออนไลน์ค่อนข้าง มาก ทำให้คนปัจจุบันที่พึ่งสังคมออนไลน์ปราศจากที่ยึดเหนี่ยว (Persell, 1987) ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้เปรียบเสมือนเหรียญสองด้าน มี ทั้งด้านบวกหากรู้เท่าทันและนำมาใช้ประโยชน์เป็น และมีด้านลบ หากรู้ไม่เท่าทันและนำมาใช้โดยไม่ตระหนักในผลกระทบที่อาจ เกิดขึ้น ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของสังคมที่จะต้องสร้างการตระหนัก รู้ในสร้างการรู้เท่าทันเทคโนโลยีสารสนเทศ และผลกระทบที่อาจ ขึ้นได้จากสิ่งที่มองไม่เห็น (Ice berg effects) โดยเฉพาะผู้ที่มี ประสบการณ์ทางสังคมประสบการณ์ในชีวิตมากกว่าควรสอดส่อง

ที่มา : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์ วิเศษสังข์ : เทคโนโลยีสารสนเทศกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น